พื้นสนามกีฬา Acrylic Hardcourt คืออะไร? ข้อดี โครงสร้าง และการเลือกใช้

หมวด : สนามกีฬาระบบ : Acrylic Hardcourtกลางแจ้ง / ในร่ม

Acrylic Hardcourt พื้นสนามกีฬาอะคริลิกผิวแข็ง

ระบบเคลือบพื้นสนามกีฬาด้วยสีอะคริลิกหลายชั้นบนพื้นคอนกรีตหรือยางมะตอย ผิวแข็ง เรียบสม่ำเสมอ ลูกกระดอนคงที่ กันลื่น ทนแดดทนฝน ดูแลง่าย เหมาะกับสนามเทนนิส บาสเกตบอล พิคเกิลบอล และสนามอเนกประสงค์กลางแจ้ง

Acrylic Hardcourt คืออะไร?

Acrylic Hardcourt คือ ระบบเคลือบผิวสนามกีฬาด้วยสีอะคริลิกสูตรน้ำ (Water-based Acrylic) ที่ลงซ้อนกันหลายชั้นบนพื้นคอนกรีตหรือพื้นยางมะตอย (Asphalt) โดยไม่มีชั้นยางรองรับแรงกระแทกอยู่ด้านล่าง ผลลัพธ์คือผิวสนามที่แข็งแน่น เรียบเสมอกันทั้งสนาม และมีผิวสัมผัสทรายละเอียดที่ช่วยกันลื่น

เพราะผิวแข็งและเรียบเท่ากันทุกจุด ลูกบอลจึงกระดอนได้สม่ำเสมอและคาดเดาได้ เหมาะกับกีฬาที่อาศัยการกระดอนของลูกเป็นหลัก เช่น เทนนิส บาสเกตบอล และพิคเกิลบอล อีกทั้งสีอะคริลิกสำหรับสนามกีฬาทนต่อรังสี UV และน้ำฝน จึงเหมาะกับสนามกลางแจ้งในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย และมีสีให้เลือกหลากหลาย

เมื่อเทียบกับระบบ Acrylic Cushion Rubber ที่มีชั้นยางรองใต้ผิวสี ระบบ Hardcourt มีจำนวนชั้นน้อยกว่า ผิวแข็งกว่า และใช้งบประมาณน้อยกว่า จึงนิยมใช้กับสนามโรงเรียน ชุมชน หมู่บ้าน และสนามฝึกซ้อมที่ต้องการความทนทานและการดูแลที่ไม่ยุ่งยาก ส่วนสนามที่ใช้งานหนักต่อเนื่องและต้องการผิวที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อาจพิจารณาระบบ PU Hardcourt Sport Coating

Acrylic Hardcourt มีข้อดีอะไรบ้าง?

เมื่อเทียบกับพื้นคอนกรีตเปลือยหรือพื้นยางมะตอยที่ไม่ได้เคลือบผิว ระบบ Acrylic Hardcourt ช่วยให้สนามเล่นได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และดูแลรักษาง่ายขึ้นในหลายด้าน

ลูกกระดอนสม่ำเสมอ (Consistent Bounce)

ผิวแข็งและเรียบเสมอกันทั้งสนาม ทำให้ลูกกระดอนในทิศทางและความสูงที่คาดเดาได้ ผู้เล่นควบคุมจังหวะเกมได้แม่นยำ ทั้งเทนนิส บาสเกตบอล และพิคเกิลบอล

ทนแดดทนฝน เหมาะกับสนามกลางแจ้ง

สีอะคริลิกสำหรับสนามกีฬาทนรังสี UV และความชื้น รักษาเฉดสีได้ดี เมื่อพื้นฐานมีความลาดเอียงถูกต้อง น้ำฝนจะไหลออกจากสนามได้เร็ว สนามจึงกลับมาใช้งานได้ไว

ผิวกันลื่น ยึดเกาะดี

ทรายละเอียดที่ผสมอยู่ในชั้นปรับผิวและชั้นสีสร้างผิวสัมผัสที่ช่วยลดการลื่น ผู้เล่นออกตัว หยุด และเปลี่ยนทิศได้มั่นคงขึ้น และปรับความหยาบได้ตามประเภทกีฬา

ดูแลง่าย คุ้มค่าในระยะยาว

ดูแลประจำด้วยการกวาดและล้างน้ำเป็นหลัก เมื่อสีเริ่มซีดจางตามการใช้งาน สามารถทาสีชั้นบนและตีเส้นใหม่ได้โดยไม่ต้องรื้อพื้นเดิม หากพื้นฐานยังอยู่ในสภาพดี

โครงสร้างระบบพื้น Acrylic Hardcourt (Layer by Layer)

ระบบ Acrylic Hardcourt ประกอบด้วยหลายชั้นที่ลงต่อเนื่องกัน แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกัน ความหนารวมของชั้นเคลือบโดยประมาณ 1.5–2 มม. ขึ้นอยู่กับจำนวนชั้นและสภาพพื้นเดิม:

เตรียมพื้นฐาน — คอนกรีตหรือยางมะตอย (Base Preparation)

พื้นฐานต้องแข็งแรง แห้งสนิท และมีความลาดเอียงสำหรับระบายน้ำ ซ่อมรอยแตกร้าว อุดหลุม และปรับแอ่งที่น้ำขังให้เรียบร้อยก่อน พื้นคอนกรีตเทใหม่ต้องบ่มตัวให้ครบก่อนลงระบบสี ส่วนพื้นที่มีความชื้นจากใต้พื้นสูง อาจเพิ่มชั้นกันความชื้น (Moisture Barrier) ก่อนเริ่มงานสี

Acrylic Primer / Sealer — ชั้นรองพื้น

ซึมเข้าผิวพื้นเพื่อปิดรูพรุนของคอนกรีตหรือยางมะตอย และเพิ่มการยึดเกาะให้ชั้นอะคริลิกถัดไป ช่วยลดปัญหาการพองและการหลุดร่อนในระยะยาว

Acrylic Resurfacer — ชั้นปรับผิวผสมทราย

ปาดด้วยยางปาดทีละชั้นเพื่อเติมรูพรุนและรอยไม่เรียบเล็กน้อย ทำให้ผิวสนามเรียบสม่ำเสมอ และสร้างพื้นผิวหยาบพื้นฐานก่อนลงสี จำนวนชั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวพื้นเดิม

Acrylic Color Coating — ชั้นสีผสมทราย 2 ชั้น

ลงสีอะคริลิก 2 ชั้นผสมทรายละเอียด ให้ทั้งสีสันและผิวสัมผัสกันลื่น ปริมาณทรายในชั้นนี้เป็นตัวกำหนดความหยาบและความเร็วของสนาม เลือกสีได้หลายเฉด เช่น เขียว น้ำเงิน แดงอิฐ และเทา หรือแบ่งสีในเส้นและนอกเส้นให้ต่างกัน

Line Marking — ตีเส้นสนาม

ตีเส้นด้วยสีอะคริลิกสำหรับเส้นสนามโดยเฉพาะ วางผังตามขนาดสนามและระยะเส้นที่กติกาของแต่ละกีฬากำหนด เช่น เทนนิส บาสเกตบอล และพิคเกิลบอล ขอบเส้นคมชัดและมองเห็นได้ง่าย

ระดับความหยาบผิว — เลือกความเร็วสนามตามกีฬาและการใช้งาน

ผิว Acrylic Hardcourt ปรับได้ด้วยปริมาณและขนาดของทรายที่ผสมในชั้นปรับผิวและชั้นสี ผิวยิ่งหยาบ แรงเสียดทานยิ่งมาก ลูกจะช้าลงและรองเท้ายึดเกาะได้ดีขึ้น ส่วนผิวที่ละเอียดกว่าจะทำให้ลูกพุ่งเร็วขึ้น เลือกได้ตามประเภทกีฬาและกลุ่มผู้เล่นดังนี้:

ผิวละเอียด (เร็ว)

ผสมทรายน้อยและเม็ดละเอียด ลูกพุ่งเร็ว แรงเสียดทานต่ำกว่า เหมาะกับผู้เล่นที่ชอบเกมเร็ว และสนามเทนนิสที่เน้นการเสิร์ฟและตีแรง

ผิวปานกลาง

ผสมทรายปานกลาง ลูกกระดอนสมดุล รองเท้ายึดเกาะดี เหมาะกับสนามเทนนิสและบาสเกตบอลทั่วไป สนามโรงเรียน และสนามสโมสร

ผิวหยาบ (ช้า)

ผสมทรายมากและเม็ดหยาบกว่า ลูกช้าลง ยึดเกาะสูง เหมาะกับสนามพิคเกิลบอล ผู้เล่นมือใหม่ และสนามที่มีผู้เล่นหลายวัย

ในร่มหรือกลางแจ้ง: สนามกลางแจ้งคือจุดเด่นของระบบนี้ เพราะทนแดดและฝนได้ดี ส่วนสนามในร่มก็ใช้ได้ แต่ควรตรวจความชื้นของพื้นคอนกรีตก่อนเสมอ และหากเป็นสนามในร่มที่ใช้งานหลายชั่วโมงต่อวัน หรือผู้เล่นต้องการถนอมข้อเข่า ระบบที่มีชั้นยางอย่าง Acrylic Cushion Rubber หรือระบบ PU จะให้ความนุ่มมากกว่า

เคล็ดลับ: สนามที่ใช้หลายกีฬาในพื้นที่เดียวควรเลือกความหยาบระดับกลางที่เหมาะกับทุกกีฬาที่ใช้จริง ทีม DMH Groups พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อเลือกระดับผิวให้ตรงกับการใช้งานและงบประมาณ

ประเภทสนามกีฬาที่เหมาะกับระบบ Acrylic Hardcourt

สนามเทนนิส (Tennis Court)

ผิวแข็งที่เรียบเสมอกันทำให้ลูกเทนนิสกระดอนสม่ำเสมอ ปรับความเร็วสนามได้ด้วยความหยาบของผิว เหมาะกับสนามในโรงเรียน สโมสร หมู่บ้าน และบ้านพักอาศัย ตีเส้นตามขนาดสนามเทนนิสของ ITF ทั้งประเภทเดี่ยวและคู่

สนามบาสเกตบอล (Basketball Court)

รองรับการเลี้ยงลูกที่ต้องการแรงกระดอนคงที่ ผิวกันลื่นช่วยให้ผู้เล่นหยุดและเปลี่ยนทิศได้มั่นคง ทนต่อการใช้งานกลางแจ้งในโรงเรียนและชุมชน ตีเส้นได้ทั้งแบบเต็มสนามและครึ่งสนาม หากต้องการลดแรงกระแทกที่ข้อเข่าเพิ่มขึ้น สามารถเลือกระบบ Acrylic Cushion Rubber แทนได้

สนามพิคเกิลบอล (Pickleball Court)

ผิว Acrylic Hardcourt แบบหยาบช่วยให้ลูกพลาสติกกระดอนสม่ำเสมอและรองเท้ายึดเกาะดี DMH Groups ติดตั้งสนามพิคเกิลบอลด้วยระบบนี้มาแล้วหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี และสงขลา โดยหลายโครงการเสริมชั้น Moisture Barrier สำหรับพื้นที่มีความชื้นสูง

สนามอเนกประสงค์และฟุตซอลกลางแจ้ง (Multi-Sport Court)

ลานกีฬาในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือชุมชนที่ใช้หลายกีฬาในพื้นที่เดียว สามารถแบ่งโซนด้วยสีพื้นต่างกันและตีเส้นหลายกีฬาซ้อนกันได้อย่างชัดเจน ผิวแข็งรองรับทั้งฟุตซอล บาสเกตบอล และวอลเลย์บอลกลางแจ้ง ช่วยใช้พื้นที่และงบประมาณได้คุ้มค่า

เปรียบเทียบ Acrylic Hardcourt กับระบบพื้นสนามกีฬาอื่น

DMH Groups ติดตั้งพื้นสนามกีฬาหลายระบบ แต่ละระบบเด่นคนละด้าน ข้อมูลด้านล่างสรุปความแตกต่างแบบภาพรวมเพื่อช่วยตัดสินใจเบื้องต้น:

Acrylic Hardcourt

ผิวแข็งและแน่น ลดแรงกระแทกได้น้อย แต่ลูกกระดอนสม่ำเสมอ และปรับความเร็วลูกได้ด้วยความหยาบผิว เหมาะกับสนามกลางแจ้งทั่วไป โรงเรียน ชุมชน และสนามพิคเกิลบอล ใช้ในร่มได้เช่นกัน ดูแลด้วยการกวาดและล้างน้ำ แล้วทาสีชั้นบนใหม่เมื่อสีซีดจาง

Acrylic Cushion Rubber

เพิ่มชั้นยางใต้ผิวสี ผิวจึงนุ่มขึ้นและลดแรงกระแทกได้ปานกลางถึงสูงตามจำนวนชั้นยาง เหมาะกับสนามที่เล่นเป็นประจำและต้องการถนอมข้อต่อ ใช้ได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง ดูแลคล้ายระบบ Hardcourt

PU Hardcourt

ใช้วัสดุโพลียูรีเทน ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นกว่าอะคริลิก ลดแรงกระแทกได้ปานกลาง ความเร็วลูกระดับปานกลางถึงเร็ว เหมาะกับสนามที่ใช้งานหนักต่อเนื่องและสนามแข่งขัน ใช้ได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง ทำความสะอาดง่าย และทา Topcoat ใหม่เมื่อผิวสึก

PU Sport Rubber

ผสมยางสังเคราะห์ในระบบ PU ผิวนุ่มและยืดหยุ่นสูง ลดแรงกระแทกได้สูง ลูกช้ากว่า เหมาะกับลู่วิ่ง ฟิตเนส ยิม และพื้นที่ที่ต้องการความนุ่ม ใช้ได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง ผิวไร้รอยต่อ ทำความสะอาดง่าย

สรุป: ถ้าต้องการสนามกลางแจ้งที่ทนทาน ดูแลง่าย และควบคุมงบประมาณได้ Acrylic Hardcourt เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ถ้าต้องการลดแรงกระแทกมากขึ้นให้พิจารณาระบบที่มีชั้นยาง และถ้าเป็นสนามที่ใช้งานหนักต่อเนื่องให้พิจารณาระบบ PU

ดูรายละเอียดแต่ละระบบเพิ่มเติม: Acrylic Cushion Rubber · PU Hardcourt Sport Coating · PU Sport Rubber

ขั้นตอนการติดตั้งพื้นสนามกีฬา Acrylic Hardcourt

ความทนทานของสนามขึ้นอยู่กับการเตรียมพื้นและการลงแต่ละชั้นให้ถูกขั้นตอน DMH Groups ทำงานตามลำดับดังนี้:

  1. สำรวจและประเมินพื้นที่ลงพื้นที่ตรวจสภาพพื้นคอนกรีตหรือยางมะตอยเดิม วัดความลาดเอียงและจุดที่น้ำขัง ตรวจความชื้น รอยแตกร้าว และความแข็งแรงของพื้นฐาน เพื่อกำหนดงานซ่อมและจำนวนชั้นที่เหมาะสม
  2. เตรียมและซ่อมแซมพื้นผิวขัดและล้างทำความสะอาดผิวพื้น กำจัดคราบ ตะไคร่ และฝุ่น ซ่อมรอยแตกร้าว ปรับแอ่งน้ำขังให้ได้ระดับ และเพิ่มชั้น Moisture Barrier ในจุดที่พื้นมีความชื้นสูง
  3. ลง Acrylic Primer / Sealerทารองพื้นให้ทั่วพื้นที่ และรอให้แห้งตัวตามสภาพอากาศก่อนลงชั้นถัดไป ชั้นนี้ช่วยให้ระบบอะคริลิกยึดเกาะกับพื้นฐานได้แน่น
  4. ลงชั้นปรับผิว Acrylic Resurfacerปาดชั้นปรับผิวผสมทรายตามจำนวนชั้นที่กำหนด ตรวจความเรียบและจุดน้ำขังระหว่างชั้น เพื่อให้ผิวสนามเสมอกันก่อนลงสี
  5. ลงสีอะคริลิก 2 ชั้นลงสีพื้นสนามผสมทรายละเอียด 2 ชั้นตามสีและความหยาบผิวที่เลือก ทำงานในช่วงที่อากาศแห้งและไม่มีฝน เพื่อให้สีแห้งตัวสม่ำเสมอ
  6. ตีเส้นสนามและตรวจรับงานตีเส้นตามขนาดสนามของกีฬาที่ใช้งาน ตรวจความเรียบร้อยของผิวสีและเส้นสนามก่อนส่งมอบ พร้อมแนะนำวิธีดูแลรักษาสนาม

การดูแลรักษาพื้นสนาม Acrylic Hardcourt

พื้น Acrylic Hardcourt ดูแลไม่ยาก และการดูแลอย่างสม่ำเสมอช่วยให้สีและผิวสนามอยู่ในสภาพดีได้นานขึ้น:

สิ่งที่ควรทำ

• กวาดฝุ่น ใบไม้ และเศษทรายออกจากสนามเป็นประจำ • ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำยาทำความสะอาดชนิดอ่อน • ระบายน้ำที่ขังหลังฝนตก • ตรวจรอยแตกร้าวเป็นระยะ และซ่อมตั้งแต่ยังเล็ก • ทาสีชั้นบนใหม่เมื่อสีเริ่มซีดจางหรือผิวเริ่มเรียบลื่น • ตีเส้นใหม่เมื่อเส้นสนามเริ่มจาง

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

• ใช้กรดหรือสารเคมีกัดกร่อนทำความสะอาด • นำรถยนต์หรือยานพาหนะหนักขึ้นสนาม • ลากเก้าอี้ โต๊ะ หรืออุปกรณ์เหล็กบนผิวสนาม • วางของหนักทิ้งไว้ในจุดเดิมเป็นเวลานาน • สวมรองเท้าที่มีปุ่มเหล็กลงสนาม • ปล่อยให้รากไม้หรือวัชพืชดันขอบสนามโดยไม่แก้ไข

อ่านวิธีดูแลพื้นสนามแต่ละวัสดุเพิ่มเติมได้ที่บทความ การดูแลรักษาพื้นสนามกีฬา

ทำไมต้องเลือก DMH Groups สำหรับพื้นสนามกีฬา Acrylic Hardcourt?

ประสบการณ์กว่า 20 ปี

ผลงานที่ส่งมอบแล้วไม่น้อยกว่า 200 โครงการ ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และเอกชน

วัสดุคุณภาพ ตามแนวทางมาตรฐานสากล

ใช้สีอะคริลิกสำหรับสนามกีฬาโดยเฉพาะ ทนแดด รักษาเฉดสีได้ดี และลงครบทุกชั้นตามระบบ

บริการครบวงจร ตั้งแต่สำรวจถึงส่งมอบ

สำรวจพื้นที่ฟรี แนะนำระบบและสี ประเมินราคา ติดตั้ง ตีเส้น จนถึงส่งมอบงาน

รับงานทั่วประเทศไทย

ทีมช่างของ DMH Groups ลงพื้นที่ได้ทุกภาค ตั้งแต่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปจนถึงต่างจังหวัด เช่น งานที่หาดใหญ่ กำแพงเพชร และนครพนม

บริการดูแลหลังการขายและรับประกันงาน

รับประกันคุณภาพงานติดตั้ง พร้อมบริการตรวจสอบและซ่อมแซมหลังส่งมอบ และให้คำปรึกษาการดูแลรักษาสนาม

ดูสเปกวัสดุที่ใช้ในระบบนี้: สีอะคริลิค สนามกีฬา Acrylic Topcoat

Q&A

คำถามที่พบบ่อย

Acrylic Hardcourt กับ Acrylic Cushion Rubber ต่างกันอย่างไร?
Acrylic Hardcourt ลงสีอะคริลิกบนพื้นคอนกรีตหรือยางมะตอยโดยตรง ไม่มีชั้นยาง ผิวจึงแข็ง ลูกกระดอนสม่ำเสมอ ดูแลง่าย และใช้งบประมาณน้อยกว่า ส่วน Acrylic Cushion Rubber เพิ่มชั้นยางใต้ผิวสีเพื่อช่วยลดแรงกระแทก เหมาะกับสนามที่เล่นเป็นประจำและต้องการถนอมข้อต่อของผู้เล่น
ติดตั้ง Acrylic Hardcourt บนพื้นแบบไหนได้บ้าง?
ติดตั้งได้บนพื้นคอนกรีตและพื้นยางมะตอย (Asphalt) ที่แข็งแรงและมีความลาดเอียงสำหรับระบายน้ำ ทีมงานจะสำรวจพื้นเดิมก่อน แล้วแนะนำงานซ่อมรอยแตก ปรับระดับ หรือเพิ่มชั้นกันความชื้นในจุดที่จำเป็น
พื้นคอนกรีตเทใหม่ ลงสี Acrylic Hardcourt ได้ทันทีไหม?
ยังไม่ควรลงทันที ต้องรอให้คอนกรีตบ่มตัวและแห้งสนิทก่อน โดยทั่วไปประมาณ 21–28 วัน เพื่อลดความเสี่ยงที่สีจะพองหรือหลุดร่อนภายหลัง
ใช้เวลาติดตั้งนานแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับขนาดสนาม สภาพพื้นเดิม งานซ่อมที่ต้องทำ และสภาพอากาศ เพราะแต่ละชั้นต้องรอให้แห้งก่อนลงชั้นถัดไป และต้องหยุดงานสีเมื่อฝนตก โดยรวมใช้เวลาน้อยกว่าระบบที่มีชั้นยาง ทีมงานจะแจ้งแผนงานที่ชัดเจนหลังสำรวจหน้างาน
ดูแลรักษาพื้น Acrylic Hardcourt อย่างไร?
กวาดฝุ่นและใบไม้เป็นประจำ ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำยาอ่อน ไม่ปล่อยให้น้ำขังนาน และซ่อมรอยแตกตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อสีหรือเส้นสนามเริ่มซีดจางตามการใช้งาน สามารถทาสีชั้นบนและตีเส้นใหม่ได้โดยไม่ต้องรื้อพื้นเดิม หากพื้นฐานยังอยู่ในสภาพดี
ราคาพื้นสนาม Acrylic Hardcourt คิดจากอะไร?
ประเมินจากหน้างานจริง โดยขึ้นอยู่กับขนาดสนาม สภาพพื้นเดิม งานซ่อมและปรับระดับ จำนวนชั้น และสีที่เลือก ติดต่อทีมงานเพื่อนัดสำรวจและรับใบเสนอราคาได้ฟรี
Portfolio

ผลงานตัวอย่าง

ผลงานติดตั้งพื้นสนาม Acrylic Hardcourt บางส่วนโดยทีมช่าง DMH Groups

Blog

บทความที่เกี่ยวข้อง

สนใจพื้นสนามกีฬา Acrylic Hardcourt?

สำรวจหน้างาน + ประเมินราคา ฟรี ทั่วประเทศ — โดยทีมช่างมืออาชีพ DMH Groups

×ภาพขยาย
เว็บในเครือ DMH GroupsDMH Groups (เว็บหลัก)DMH Sport Floor · สนามกีฬาผลงานติดตั้ง